เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดกระแสพูดถึงอย่างมากในสังคมออนไลน์เกี่ยวกับกรณีของ “คุณแม่นีน่า” (นามสมมติ) อายุ 28 ปี ที่ประสบภาวะซึมเศร้าหลังคลอดบุตรคนที่สองได้เพียง 3 เดือน เธอได้โพสต์ระบายความรู้สึกโดดเดี่ยวและสิ้นหวังผ่านกลุ่มเฟซบุ๊กสำหรับคุณแม่ ซึ่งกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงและให้กำลังใจอย่างกว้างขวาง เรื่องราวของคุณแม่นีน่าทำให้หลายคนเริ่มตระหนักว่าภาวะซึมเศร้าหลังคลอดไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ได้จำกัดเฉพาะคุณแม่ที่คลอดลูกคนแรกเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่มีประสบการณ์การมีบุตรมาแล้ว และที่สำคัญคือไม่ได้เกิดจากสาเหตุทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงปัจจัยทางจิตใจและสังคมด้วย
เดิมทีสังคมมักมองว่าภาวะซึมเศร้าหลังคลอด หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เบบี้บลู” (Baby Blues) เป็นเพียงอาการเศร้าชั่วคราวที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังคลอด ซึ่งมักจะหายไปเองภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่กรณีของคุณแม่นีน่าเผยให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหานี้ ที่กินเวลานานกว่าปกติและส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการใช้ชีวิตประจำวันและหน้าที่การดูแลบุตรของเธอ การเปิดเผยครั้งนี้กระตุ้นให้เกิดคำถามว่า สังคมและระบบสาธารณสุขได้ให้ความสำคัญและทำความเข้าใจกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดอย่างแท้จริงแล้วหรือยัง และมีช่องว่างใดบ้างในการให้ความช่วยเหลือแก่คุณแม่ที่ต้องเผชิญกับมัน
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ผู้คนเริ่มหันมาสนใจ “สุขภาพจิตแม่” มากขึ้น ไม่ใช่แค่ตัวเด็ก บทเรียนจากคุณแม่นีน่าแสดงให้เห็นว่าการขาดการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ความกดดันจากสังคมที่คาดหวังให้คุณแม่ต้องเข้มแข็งตลอดเวลา และการที่สามีหรือคนในครอบครัวอาจยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสิ่งที่ภรรยากำลังเผชิญอยู่ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ซ้ำเติมภาวะนี้ การสำรวจข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตพบว่า มีคุณแม่กว่า 10-20% ที่ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งหลายคนไม่ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที เหตุการณ์นี้จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายต้องหันกลับมาทบทวนระบบการดูแลและให้คำปรึกษาสำหรับคุณแม่หลังคลอด
ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ชี้ให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอดสามารถคงอยู่ได้นานหลายเดือนหรือเป็นปี หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งจากคำถามยอดฮิตที่ว่า “อาการซึมเศร้าหลังคลอดเป็นกี่เดือน?” คำตอบคือไม่มีระยะเวลาที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่หากอาการยังคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์ หรือมีแนวโน้มแย่ลง ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ การศึกษาล่าสุดจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งเสนอว่า การมีเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็งจากครอบครัวและเพื่อนฝูง การแบ่งเบาภาระในบ้าน และการมีเวลาส่วนตัวให้กับคุณแม่ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและรับมือกับภาวะนี้
ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ การที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะมีการผลักดันนโยบายและโครงการที่เน้นการสนับสนุนทางจิตใจสำหรับคุณแม่หลังคลอดมากขึ้น รวมถึงการให้ความรู้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับสาเหตุและวิธีรับมือกับภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเพื่อให้คุณแม่กลับมาสดใส เพื่อให้คุณแม่ทุกคนรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง และมีช่องทางในการขอความช่วยเหลือเมื่อเผชิญกับความท้าทายนี้ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของสังคมที่มองว่าภาวะซึมเศร้าหลังคลอดเป็นเรื่องปกติที่ต้องดูแล ไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือน่าปกปิด จึงเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คุณแม่หลายคนผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้
