นักวิจัยจากสถาบันการแพทย์แห่งชาติ (NIH) สหรัฐอเมริกา ได้เปิดเผยผลวิจัยเบื้องต้นที่สร้างความฮือฮาในวงการพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น “ภาษามือทารก” รายงานฉบับนี้ชี้ว่า การส่งเสริมการใช้ภาษามือในทารกตั้งแต่อายุ 6 เดือน สามารถกระตุ้นพัฒนาการสมองส่วนที่ควบคุมภาษาและการสื่อสารได้เร็วกว่าที่คาดไว้ ผลการศึกษาซึ่งนำโดย ดร.เอมิเลีย คลาร์ก หัวหน้าทีมวิจัย ได้ระบุว่า เด็กกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกฝนภาษามือตั้งแต่เล็กมีแนวโน้มที่จะพูดคำแรกได้เร็วกว่า และยังแสดงออกถึงความเข้าใจในภาษาที่ซับซ้อนได้ดีกว่าเมื่อเข้าสู่วัย 2 ขวบ
ผลการวิจัยนี้มาพร้อมกับกรณีศึกษาที่น่าสนใจของน้อง “ลีโอ” วัย 1 ขวบ 3 เดือน จากเมืองแพร่ ที่ครอบครัวของเขาได้เริ่มฝึกภาษามือให้ตั้งแต่ 8 เดือน ตามคำแนะนำของ พญ.ปาริษา สุขุมบดี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในภาคเหนือ คุณแม่ของน้องลีโอเล่าว่า การใช้ภาษามือช่วยลดความหงุดหงิดในการสื่อสารของลูกได้อย่างเห็นผล โดยเฉพาะช่วง pre-verbal stage ที่เด็กยังไม่สามารถพูดเป็นประโยคได้ การที่น้องลีโอสามารถใช้ภาษามือสื่อสารความต้องการพื้นฐาน เช่น หิว, ดื่มนม, เจ็บ หรือต้องการกอด ได้ ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าสามารถเข้าใจลูกได้มากขึ้น และลูกก็ดูมีความสุขกับการสื่อสาร
นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของพัฒนาการเชิงภาษาเท่านั้น ดร.คลาร์ก ยังเน้นย้ำถึงมิติทางอารมณ์และสังคม โดยกล่าวว่า “เมื่อทารกสามารถสื่อสารความต้องการของตนเองได้ตั้งแต่ยังพูดไม่ได้ พวกเขาจะรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์มากขึ้น ลดพฤติกรรมงอแง และสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งกับผู้เลี้ยงดูได้เป็นอย่างดี” นี่เป็นข้อพิสูจน์ที่สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่า การสื่อสารที่ราบรื่นเป็นรากฐานสำคัญของพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมที่สมบูรณ์ โดยทีมวิจัยประเมินว่า เทคนิคการส่งเสริมภาษามือทารกจะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการภาษาของเด็กในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวโน้มการประยุกต์ใช้ในปี 2025 เป็นต้นไป ที่เราจะได้เห็นเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนรู้ภาษามือทารกมากขึ้น
สำหรับผู้ปกครองที่สนใจจะนำภาษามือทารกไปปรับใช้ คำถามยอดฮิตคือ “สอนลูกทำภาษามือยากไหม?” พญ.ปาริษา ให้คำแนะนำว่า “การสอนภาษามือทารกไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด หัวใจหลักคือความสม่ำเสมอและการทำให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำวัน เริ่มต้นจากคำง่ายๆ ที่เกี่ยวข้องกับความต้องการพื้นฐาน เช่น กิน, นอน, นม แล้วค่อยๆ เพิ่มคำศัพท์” เธอยังเสริมอีกว่า การเรียนรู้ภาษามือเป็นกระบวนการที่สนุกสนานสำหรับทั้งเด็กและผู้ปกครอง และไม่จำเป็นต้องทุ่มเทเวลามากมายในการฝึกฝน แต่เน้นที่การทำซ้ำในสถานการณ์จริง
สิ่งที่น่าจับตาต่อไป คือการวิจัยในระยะที่สองของ NIH ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาผลกระทบระยะยาวของภาษามือทารกต่อทักษะการเรียนรู้และการปรับตัวทางสังคมเมื่อเด็กเข้าสู่วัยเรียน ดร.คลาร์ก ทิ้งท้ายว่า “เราเชื่อว่าภาษามือทารกเป็นมากกว่าแค่เครื่องมือสื่อสารชั่วคราว มันคือสะพานเชื่อมไปสู่การพัฒนาภาษาและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว” แนวโน้มนี้ชี้ให้เห็นว่า “ภาษามือทารก 2025” กำลังจะปลดล็อกสื่อสารแรกไร้คำพูดและสร้างมิติใหม่ในการพัฒนาการของทารกอย่างแท้จริง
